Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-เสาร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@sumitratravel

Travel License : 11/10894

หน้าแรก

/

ข้อมูลท่องเที่ยว

ข้อมูลท่องเที่ยว

ไปยุโรปปี 2026 ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง? (EES ระบบเข้าเมืองแบบใหม่ที่นักท่องเที่ยวไทยต้องรู้)

ไปยุโรปปี 2026 ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง? (EES ระบบเข้าเมืองแบบใหม่ที่นักท่องเที่ยวไทยต้องรู้)

8

ไปยุโรปปี 2026 ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง? (EES ระบบเข้าเมืองแบบใหม่) สรุปสั้น ๆ ก่อนเริ่ม ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 (2026) ทุกประเทศในกลุ่มเชงเก้น 29 ประเทศ ใช้ระบบ EES (Entry/Exit System) เต็มรูปแบบแล้ว ระบบนี้จะ เก็บข้อมูลใบหน้าและลายนิ้วมือ ของนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่พลเมือง EU แทนการปั๊มตราลงพาสปอร์ตแบบเดิม และสำหรับ คนไทย คำตอบสำคัญที่สุดคือ ยังต้องขอวีซ่าเชงเก้นเหมือนเดิมทุกประการ EES เป็นเพียงขั้นตอนลงทะเบียนที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ใช่การยกเลิกวีซ่าหรือเปลี่ยนกฎการพำนัก ใครมีแผนเที่ยวยุโรปช่วง ใบไม้เปลี่ยนสี (Autumn Foliage) ปลายปีนี้ ควรอ่านบทความนี้ให้ครบ เพราะมีผลต่อเวลาที่ต้องเผื่อไว้ตอนผ่าน ตม. ที่สนามบินจริง ๆ EES คืออะไรEES ย่อมาจาก Entry/Exit System เป็นระบบดิจิทัลของสหภาพยุโรปที่ใช้บันทึกการเข้า-ออกพรมแดนของนักท่องเที่ยว "ประเทศที่สาม" (non-EU/non-Schengen) อัตโนมัติ โดยจะเก็บชื่อ ข้อมูลหนังสือเดินทาง รวมถึงข้อมูลชีวมิติ ได้แก่ ภาพถ่ายใบหน้าและลายนิ้วมือ พร้อมวันเวลาและสถานที่ที่เดินทางเข้า-ออก เป้าหมายหลักคือช่วยให้ระบบคำนวณวันพำนักในเขตเชงเก้นได้แม่นยำขึ้น และตรวจจับผู้ที่อยู่เกินกำหนด (overstay) ได้ง่ายขึ้นระบบนี้เริ่มทยอยใช้งานตั้งแต่ 12 ตุลาคม 2568 (2025) และเปิดใช้งานเต็มรูปแบบทุกจุดผ่านแดนของ 29 ประเทศตั้งแต่ 10 เมษายน 2569 (2026) เป็นต้นไป ครอบคลุมทั้งสนามบิน ท่าเรือ และจุดผ่านแดนทางบก ยกเว้นไอร์แลนด์และไซปรัสที่ยังไม่ใช้ระบบนี้ไทม์ไลน์ EES ที่ควรรู้ช่วงเวลา                                           สถานะ12 ต.ค. 2568เริ่มทยอยใช้งาน (phased rollout) บางด่านอาจยังปั๊มพาสปอร์ตอยู่10 เม.ย. 2569EES ใช้งานเต็มรูปแบบทุกด่าน เลิกปั๊มพาสปอร์ตถาวรไตรมาส 4 ปี 2569 (คาดการณ์)ระบบ ETIAS เริ่มใช้งาน (สำหรับกลุ่มประเทศฟรีวีซ่าเท่านั้น)คนไทยยังต้องขอวีซ่าเชงเก้นอยู่ไหม?ต้องขอเหมือนเดิม 100% เพราะ EES เป็นแค่ระบบบันทึกข้อมูลที่ด่าน ไม่มีอำนาจอนุญาตหรือยกเว้นการเข้าเมือง ประเทศไทยยังไม่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าเชงเก้น ดังนั้นขั้นตอนการเตรียมเอกสาร ยื่นวีซ่า และสัมภาษณ์ (ถ้ามี) ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง สิ่งที่เปลี่ยนคือ ตอนถึงด่าน ตม. ครั้งแรกหลังมีระบบ EES จะต้องสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือเพิ่มเติม แม้ว่าตอนขอวีซ่าจะเคยให้ข้อมูลชีวมิติไปแล้วก็ตาม ข้อมูลนี้จะถูกบันทึกไว้ในระบบนานสูงสุด 3 ปี ทำให้การเดินทางครั้งต่อไปสะดวกและเร็วขึ้น เพียงแค่ยืนยันตัวตนซ้ำEES กับ ETIAS ต่างกันอย่างไร (และคนไทยต้องทำ ETIAS ไหม)หลายคนสับสนระหว่างสองระบบนี้ เพราะชื่อคล้ายกันและประกาศใช้ใกล้เคียงกัน EES = ระบบบันทึกข้อมูลตอน "อยู่ที่ด่าน" ใช้กับนักท่องเที่ยวนอก EU ทุกคน รวมถึงคนไทย ETIAS = ใบอนุญาตเดินทางออนไลน์ที่ต้องขอ "ก่อน" เดินทาง คล้าย ESTA ของสหรัฐฯ ใช้เฉพาะกับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าเชงเก้น (เช่น สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์) คาดว่าจะเริ่มใช้จริงช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 สรุป: คนไทยไม่ต้องทำ ETIAS เพราะเรายังอยู่ในกลุ่มที่ต้องขอวีซ่าเชงเก้นแบบเต็มรูปแบบอยู่แล้ว ซึ่งมีการตรวจสอบที่ละเอียดกว่า ETIAS อยู่แล้วขั้นตอนตอนถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง (สนามบินในยุโรป) สแกนหน้าพาสปอร์ตที่ตู้คีออส หรือยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ถ่ายภาพใบหน้า และสแกนลายนิ้วมือ (เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่ต้องสแกนลายนิ้วมือ แต่ยังต้องถ่ายภาพ) ตอบคำถามสั้น ๆ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์การเดินทาง เจ้าหน้าที่ยืนยันข้อมูลและอนุญาตให้เข้าเมือง ผู้ที่ปฏิเสธการให้ข้อมูลชีวมิติจะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองโดยอัตโนมัติ และบางสนามบินมีแอปพลิเคชันทางการของ EU ชื่อ "Travel to Europe" ที่ให้ลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้าได้ 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง (ปัจจุบันใช้ได้เฉพาะบางประเทศ เช่น โปรตุเกสและสวีเดน) แต่ก็ยังต้องผ่านการสัมภาษณ์ที่ด่านตามปกติทำไมหลายคนถึงพบว่าด่าน ตม. คิวยาวขึ้นหลังเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ มีรายงานความล่าช้าที่สนามบินใหญ่อย่างปารีสและอัมสเตอร์ดัม สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางเทคนิคของตู้คีออสและจำนวนผู้ลงทะเบียนครั้งแรกที่มากพร้อมกัน โดยเฉพาะช่วงซัมเมอร์ที่นักท่องเที่ยวพีค ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวแนะนำให้ไปถึงสนามบินเร็วกว่าปกติ และเผื่อเวลาต่อเครื่องให้มากขึ้น โดยเฉพาะถ้าต้องผ่าน ตม. ระหว่างทรานสิตในเขตเชงเก้นเช็กลิสต์เตรียมตัวก่อนบินไปยุโรป ปี 2026 ✅ พาสปอร์ตต้องมีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือนหลังวันเดินทางกลับ และออกมาไม่เกิน 10 ปี ✅ ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นล่วงหน้าตามปกติ (ใช้เวลาดำเนินการเหมือนเดิม ควรยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์) ✅ เผื่อเวลาที่สนามบินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินแรกที่เข้ายุโรปและจุดต่อเครื่องในเขตเชงเก้น ✅ ตรวจสอบจำนวนวันพำนักสะสมในเขตเชงเก้น ห้ามเกิน 90 วัน ภายในทุกช่วง 180 วัน ✅ ไม่ต้องสมัครหรือจ่ายเงินอะไรล่วงหน้าสำหรับ EES (ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีเว็บไซต์ "บุคคลที่สาม" ที่เป็นทางการ ระวังเว็บปลอมที่แอบอ้างเก็บค่าธรรมเนียม) คำถามที่พบบ่อย (FAQ)EES คืออะไร? EES คือระบบดิจิทัลของสหภาพยุโรปที่บันทึกข้อมูลใบหน้า ลายนิ้วมือ และวันเข้า-ออก ของนักท่องเที่ยวนอกกลุ่ม EU แทนการปั๊มตราพาสปอร์ตแบบเดิม เริ่มใช้เต็มรูปแบบ 10 เมษายน 2569คนไทยต้องขอวีซ่าเชงเก้นไหมหลังมี EES? ต้องขอเหมือนเดิมทุกประการ EES ไม่เกี่ยวกับการขอหรือยกเว้นวีซ่าEES มีค่าใช้จ่ายไหม? ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองตามปกติETIAS กับ EES ต่างกันยังไง คนไทยต้องทำทั้งสองอย่างไหม? EES ใช้กับทุกคนที่ไม่ใช่พลเมือง EU ส่วน ETIAS ใช้เฉพาะประเทศที่ได้รับยกเว้นวีซ่าเชงเก้น คนไทยต้องผ่าน EES เท่านั้น ไม่ต้องทำ ETIASต้องลงทะเบียน EES ล่วงหน้าก่อนบินไหม? ไม่จำเป็น ลงทะเบียนที่ด่านตอนเดินทางถึงได้เลย แต่บางสนามบินมีแอป "Travel to Europe" ให้ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อความรวดเร็ววางแผนทริปยุโรปใบไม้เปลี่ยนสีปีนี้ให้พร้อมที่สุดฤดูใบไม้เปลี่ยนสีในยุโรปสวยที่สุดแค่ช่วงเดียวของปี และปีนี้มีเรื่อง EES เข้ามาเป็นปัจจัยใหม่ที่ต้องวางแผนเรื่องเวลาที่สนามบินเพิ่มขึ้น หากให้ทีมที่เชี่ยวชาญเส้นทางยุโรปช่วยจัดทริปและให้ข้อมูลอัปเดตล่าสุดแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้ทริปราบรื่นและไม่พลาดเรื่องสำคัญ ทักแชทมาคุยกับทีม Sumitra Travel ได้เลย พร้อมให้คำแนะนำเส้นทางและช่วงเวลาที่เหมาะกับใบไม้เปลี่ยนสีที่สุดของแต่ละประเทศ อ้างอิงข้อมูล: European Commission (Migration and Home Affairs), เว็บไซต์ทางการ Travel to Europe ของสหภาพยุโรป, France Diplomatie, Royal Thai Embassy กรุงบรัสเซลส์/มิวนิก, Euronews, CBS News (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569 อาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบความถูกต้องล่าสุดก่อนเดินทาง)

เที่ยวยุโรปอย่างไรให้เลี่ยงคนเยอะและประหยัดเวลา | Sumitra Travel

เที่ยวยุโรปอย่างไรให้เลี่ยงคนเยอะและประหยัดเวลา | Sumitra Travel

8

เที่ยวยุโรปอย่างไรให้เลี่ยงคนเยอะและประหยัดเวลายุโรปเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่หลายคนที่เคยไปช่วงพีคซีซันอาจเจอปัญหาเหมือนกัน คือ “คนเยอะ คิวยาว โรงแรมแพง และใช้เวลาเดินทางมากกว่าที่คิด”ความจริงแล้ว การเที่ยวยุโรปให้สนุก ไม่จำเป็นต้องไปเบียดคนในทุกแลนด์มาร์ก หรือเสียเวลาหลายชั่วโมงกับการต่อคิวเสมอไป หากวางแผนให้ถูกช่วง เลือกเมืองให้เหมาะ และรู้จักจองบางอย่างล่วงหน้า ทริปยุโรปจะสบายขึ้น ประหยัดเวลา และคุ้มค่ากว่าเดิมมากจากข้อมูลของ Eurostat ปี 2025 เดือนที่มีการเข้าพักในที่พักท่องเที่ยวของสหภาพยุโรปสูงที่สุดคือ สิงหาคม 16% และ กรกฎาคม 15% ของจำนวนคืนเข้าพักทั้งปี โดยเดือนพีคสูงกว่าเดือนโลว์ซีซันอย่างมกราคมถึงประมาณ 3.6 เท่า จึงไม่แปลกที่หลายเมืองยุโรปจะหนาแน่นมากในช่วงหน้าร้อน (European Commission)1. เลือกเดินทางช่วง Shoulder Season แทนช่วงพีคช่วงที่ควรพิจารณามากที่สุดคือ เมษายน–มิถุนายน และ กันยายน–พฤศจิกายน เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างโลว์ซีซันกับไฮซีซัน หรือที่เรียกว่า Shoulder Seasonข้อดีคืออากาศยังเหมาะกับการเที่ยว แสงสวย ถ่ายรูปดี คนไม่แน่นเท่าช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม และราคาตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรมมักมีโอกาสยืดหยุ่นกว่าช่วงพีคข้อมูลจาก European Travel Commission ยังสะท้อนว่าคนยุโรปเองเริ่มสนใจ “เมืองรอง” หรือจุดหมายที่ไม่ใช่เส้นทางยอดนิยมมากขึ้น โดยในรายงานปี 2025 มีนักเดินทางกว่า 55% ที่สนใจเดินทางไปยังจุดหมายแบบ off-the-beaten-path เพิ่มขึ้นจาก 48% ในช่วงก่อนหน้า (ETC Corporate)สรุปง่าย ๆ:ถ้าอยากเที่ยวยุโรปแบบไม่เหนื่อยเกินไป ควรเลี่ยงกรกฎาคม–สิงหาคม ถ้าไม่ได้จำเป็นต้องไปช่วงปิดเทอมใหญ่2. อย่าเที่ยวแต่เมืองฮิต ให้ผสม “เมืองหลัก + เมืองรอง”ปารีส โรม เวนิส บาร์เซโลนา อัมสเตอร์ดัม และลอนดอน เป็นเมืองที่ควรไปสักครั้ง แต่ถ้าใส่แต่เมืองดังทั้งทริป อาจเจอทั้งคนเยอะ ค่าใช้จ่ายสูง และเวลาที่หมดไปกับการต่อคิววิธีที่ดีกว่าคือจัดเส้นทางแบบผสม เช่น - ฝรั่งเศส: ปารีส + ลียง / สตราสบูร์ก / โคลมาร์- อิตาลี: โรม + โบโลญญา / เวโรนา / เซียนา- สเปน: บาร์เซโลนา + บาเลนเซีย / ซาราโกซา / กรานาดา- เยอรมนี: มิวนิก + นูเรมเบิร์ก / โรเธนบวร์ก / ไฮเดลเบิร์ก- สวิตเซอร์แลนด์: ลูเซิร์น + อินเทอร์ลาเคน / เบิร์น / มงเทรอซ์การผสมเมืองรองช่วยให้ทริปมีจังหวะหายใจ ไม่ต้องเร่งตลอดเวลา และหลายเมืองยังมีเสน่ห์แบบยุโรปแท้ ๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจมองข้าม3. จองตั๋วแบบระบุเวลาเข้าชมล่วงหน้าแลนด์มาร์กยอดนิยมในยุโรปจำนวนมากใช้ระบบจองเวลาเข้าชม เช่น พิพิธภัณฑ์ โบสถ์ พระราชวัง หรือจุดชมวิว หากไม่จองล่วงหน้า อาจเสียเวลาต่อคิว หรือบางแห่งตั๋วเต็มในวันนั้นตัวอย่างเช่น Louvre Museum ในปารีส แนะนำให้ผู้เข้าชมทุกคน รวมถึงผู้ที่มีสิทธิ์เข้าฟรี จองตั๋วแบบระบุเวลาเข้าชมผ่านระบบออนไลน์ก่อนเดินทาง (Le Louvre) ส่วน Sagrada Família ในบาร์เซโลนาแจ้งชัดเจนว่าผู้เข้าชมต้องมาตามช่วงเวลาที่ระบุในตั๋ว และตั๋วซื้อผ่านออนไลน์เท่านั้น (sagradafamilia.org)สถานที่ที่ควรเช็กตั๋วล่วงหน้าเสมอ เช่น- Louvre Museum, Paris- Eiffel Tower, Paris- Vatican Museums, Rome- Colosseum, Rome- Sagrada Família, Barcelona- Alhambra, Granada- Anne Frank House, Amsterdam- Jungfraujoch, Switzerlandการจองล่วงหน้าไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดเวลา แต่ยังช่วยให้จัดโปรแกรมแต่ละวันได้แม่นขึ้น ไม่ต้องเผื่อเวลารอคิวนานเกินจำเป็น4. เที่ยวให้ถูกเวลาถ้าอยากถ่ายรูปสวยและเจอคนน้อยกว่าเดิม ควรเลือกเวลาเที่ยวให้ดี ไม่ใช่ไปถึงทุกที่ช่วง 10.00–15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่กรุ๊ปทัวร์และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเข้าเมืองพร้อมกันช่วงเวลาที่มักเที่ยวสบายกว่า ได้แก่- เช้ามาก: ประมาณ 07.00–09.00 น. เหมาะกับการถ่ายรูปหน้าแลนด์มาร์ก เดินย่านเมืองเก่า หรือชมวิว- ช่วงเย็น: ประมาณ 16.00–18.30 น. เหมาะกับเมืองที่กลางวันคนแน่น เช่น ปารีส โรม เวนิส หรือปราก- กลางคืน: เหมาะกับเมืองที่ปลอดภัยและมีแสงไฟสวย เช่น ปารีส ลอนดอน เวียนนา บูดาเปสต์ตัวอย่างเช่น หากไปเวนิส การเดินเล่นช่วงเช้าหรือพักค้างคืนในเมือง จะให้บรรยากาศต่างจากการไปแบบ day trip มาก เพราะนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับมักทำให้เมืองแน่นในช่วงกลางวัน จนเมืองต้องมีมาตรการ Access Fee สำหรับผู้ที่เข้าเมืองบางวันและบางช่วงเวลา (cda.veneziaunica.it)5. พักในทำเลที่ช่วยลดเวลาเดินทางหลายคนเลือกโรงแรมราคาถูกไว้นอกเมือง แต่สุดท้ายเสียเวลาเดินทางวันละ 1–2 ชั่วโมง และเสียค่าเดินทางเพิ่มโดยไม่รู้ตัวหลักการเลือกที่พักในยุโรปให้ประหยัดเวลาคือ- เลือกที่พักใกล้สถานีรถไฟหลัก หากต้องย้ายเมือง- เลือกที่พักใกล้ Metro / Tram หากเที่ยวในเมืองใหญ่- เลือกย่านที่เดินเที่ยวได้ ไม่ต้องต่อรถหลายรอบ- หลีกเลี่ยงที่พักที่ถูกมากแต่ต้องเดินไกล ลากกระเป๋ายาก หรือไม่มีลิฟต์สำหรับทริปยุโรปหลายเมือง ทำเลที่พักสำคัญกว่าที่คิด เพราะทุกชั่วโมงที่ประหยัดได้ หมายถึงเวลาที่เพิ่มขึ้นสำหรับการเที่ยว พัก กิน หรือช้อปปิ้ง6. ใช้รถไฟให้คุ้ม แต่ไม่จำเป็นต้องนั่งรถไฟทุกเส้นทางยุโรปมีระบบรถไฟที่ดีมาก โดยเฉพาะฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และออสเตรีย การใช้รถไฟช่วยประหยัดเวลาเข้า–ออกสนามบิน และพาเราเข้าใจกลางเมืองได้สะดวกแต่ไม่ใช่ทุกเส้นทางต้องใช้รถไฟเสมอไป บางเส้นทางบินภายในอาจประหยัดเวลากว่า โดยเฉพาะเมื่อระยะทางไกลมาก เช่น ปารีส–โรม หรือบาร์เซโลนา–เวียนนาหลักคิดง่าย ๆ- ถ้าเดินทางไม่เกิน 4–5 ชั่วโมง รถไฟมักสะดวกกว่า- ถ้าเกิน 6–7 ชั่วโมง ควรเทียบกับไฟลท์ภายใน- ถ้าเดินทางหลายเมืองติดกัน ควรวางเส้นทางแบบไม่ย้อนกลับ- ถ้ามีกระเป๋าใหญ่ ควรเผื่อเวลาขึ้นลงชานชาลาและเปลี่ยนขบวนทริปยุโรปที่ดีไม่ใช่ทริปที่ไปได้หลายประเทศที่สุด แต่คือทริปที่ “เดินทางไม่เหนื่อยเกินไป” และมีเวลาคุณภาพในแต่ละเมือง7. เลี่ยงวันหยุดยาว เทศกาลใหญ่ และอีเวนต์ระดับเมืองบางเมืองในยุโรปอาจราคาสูงขึ้นมากในช่วงงานใหญ่ เช่น งานแฟร์ งานกีฬา คอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี เทศกาลคริสต์มาส หรือเทศกาลท้องถิ่นตัวอย่างช่วงที่ควรเช็กก่อนเดินทาง ได้แก่- Paris Fashion Week- Oktoberfest ที่มิวนิก- Carnival ที่เวนิส- Christmas Market ช่วงปลายพฤศจิกายน–ธันวาคม ที่เมืองหลักๆ - การแข่งขันฟุตบอลหรือคอนเสิร์ตใหญ่- งานแฟร์ระดับโลกในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต มิลาน บาร์เซโลนา หรือเจนีวาถ้าตั้งใจไปงานเหล่านี้ก็ถือว่าคุ้ม แต่ถ้าไม่ได้ตั้งใจไป อาจเจอค่าที่พักสูง คนเยอะ และการเดินทางในเมืองติดขัดโดยไม่จำเป็น8. วางแผนเที่ยวแบบ “น้อยลง แต่ลึกขึ้น”หลายทริปยุโรปเหนื่อยเพราะพยายามใส่หลายประเทศเกินไป เช่น 7 วัน 5 เมือง 4 ประเทศ ฟังดูคุ้ม แต่เวลาจริงอาจหมดไปกับการเช็กเอาต์ ย้ายกระเป๋า รอรถไฟ และเดินทางระหว่างเมืองถ้ามีเวลา 7–10 วัน แนะนำให้เลือก 1–2 ประเทศ หรือ 2–3 เมืองหลักก็เพียงพอแล้ว เช่น- ฝรั่งเศส 8 วัน: ปารีส + ชาโมนิก มองบลังซ์ + สตราสบูร์ก- อิตาลี 9 วัน: โรม + ฟลอเรนซ์ + เวนิส- สวิตเซอร์แลนด์ 8 วัน: ซูริก + ลูเซิร์น + อินเทอร์ลาเคน + มงเทรอซ์- ยุโรปกลาง 9 วัน: เวียนนา + เชสกี้ครุมลอฟ + ปราก + บูดาเปสต์การเที่ยวแบบไม่อัดแน่นช่วยให้เห็นเสน่ห์ของเมืองมากขึ้น และเหมาะกับคนที่อยากได้ประสบการณ์มากกว่าแค่ “เช็กอินให้ครบ”9. ใช้เทคนิคจองร้านอาหารและกิจกรรมล่วงหน้าในเมืองยอดนิยม ร้านดังมักเต็มเร็ว โดยเฉพาะมื้อเย็นช่วง 19.00–21.00 น. ถ้ามีร้านที่อยากไปจริง ควรจองล่วงหน้า หรือเลือกกินช่วงก่อนเวลาพีค เช่น 17.30–18.30 น.ส่วนกิจกรรมที่ควรจองล่วงหน้า ได้แก่- ล่องเรือแม่น้ำแซน- ตั๋วขึ้นภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์- Wine tasting- Day trip ยอดนิยม- รถรับส่งสนามบิน- ตั๋วรถไฟความเร็วสูงการจองล่วงหน้าช่วยลดความเสี่ยงเรื่องคิวเต็ม และทำให้คุมงบประมาณได้ดีขึ้น10. ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวางเส้นทาง หากต้องการเที่ยวแบบประหยัดเวลาการเที่ยวยุโรปด้วยตัวเองทำได้ แต่ถ้าเป็นทริปครอบครัว ทริปผู้ใหญ่ ทริปกรุ๊ปเหมา หรือทริปที่มีหลายเมือง การวางแผนผิดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เสียเวลาและเสียงบประมาณมากกว่าที่คิดสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ- เส้นทางต้องไม่ย้อน- เวลาเดินทางแต่ละวันต้องเหมาะสม- โรงแรมควรอยู่ในทำเลที่เดินทางง่าย- จองตั๋วเข้าชมตามเวลาจริง- เผื่อเวลาพัก ไม่อัดแน่นเกินไป- เลือกเมืองให้เหมาะกับฤดูกาล- คำนวณค่าใช้จ่ายรวม ไม่ดูแค่ราคาตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรมสำหรับคนที่อยากเที่ยวยุโรปแบบอุ่นใจ Sumitra Travel สามารถช่วยออกแบบเส้นทางยุโรปให้เหมาะกับสไตล์การเดินทาง งบประมาณ จำนวนวัน และกลุ่มผู้เดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทริปครอบครัว กรุ๊ปส่วนตัว กรุ๊ปผู้สูงอายุ หรือทริปองค์กร

ไปยุโรปหน้าร้อน ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ไปยุโรปหน้าร้อน ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

8

ไปยุโรปหน้าร้อน ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เช็กลิสต์สำหรับคนไทยก่อนเดินทางไปยุโรปหน้าร้อน ต้องเตรียมตัวยังไง?ยุโรปหน้าร้อนยังเป็นช่วงเวลาที่น่าเที่ยวมาก เพราะกลางวันยาว ฟ้าเปิด ถ่ายรูปสวย และหลายเมืองมีบรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศในยุโรปมีอากาศร้อนจัดกว่าที่นักท่องเที่ยวไทยหลายคนคาดไว้ บางเมืองอุณหภูมิอาจแตะระดับ 35–40°C ในช่วงกลางวันดังนั้น ก่อนเดินทางไปยุโรปช่วงฤดูร้อน ควรเตรียมตัวมากกว่าแค่เสื้อผ้าสวย ๆ หรือรองเท้าเดินสบาย เพราะสภาพอากาศมีผลต่อการเที่ยวจริง ทั้งเรื่องสุขภาพ เวลาเดินเที่ยว การเลือกที่พัก และการวางแผนแต่ละวันบทความนี้สรุปสิ่งที่ควรรู้สำหรับคนไทยที่กำลังเตรียมตัวไปยุโรปหน้าร้อน เพื่อให้เที่ยวได้สนุกขึ้น เหนื่อยน้อยลง และปลอดภัยมากขึ้นทำไมยุโรปหน้าร้อนถึงต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ?หลายคนอาจคิดว่ายุโรปหน้าร้อนอากาศน่าจะสบายกว่าไทย แต่ความจริงคือบางช่วงอาจร้อนมาก โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีอาคารเยอะ พื้นหินเยอะ และต้องเดินกลางแจ้งเป็นเวลานาน เช่น โรม ปารีส มาดริด บาร์เซโลนา เอเธนส์ หรือเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอื่น ๆสิ่งที่นักท่องเที่ยวมักเจอคือแดดแรงกว่าที่คิดเดินนานแล้วเหนื่อยง่ายบางร้านหรือสถานที่ไม่มีแอร์แรงเท่าในไทยช่วงบ่ายอาจร้อนจนไม่เหมาะกับการเดินกลางแจ้งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอาจมีคิวยาวกลางแดดผู้สูงอายุ เด็ก หรือคนที่มีโรคประจำตัวอาจเหนื่อยง่ายกว่าปกติถ้าเตรียมตัวดี ทริปยุโรปหน้าร้อนจะยังสนุกมาก แต่ถ้าไม่เตรียม อาจทำให้เที่ยวเหนื่อยกว่าที่คาดไว้ไปยุโรปหน้าร้อนควรพกอะไรบ้าง?1. ขวดน้ำแบบเติมได้หลายเมืองในยุโรปมีจุดเติมน้ำดื่มสาธารณะ โดยเฉพาะในอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และบางเมืองในฝรั่งเศส การพกขวดน้ำแบบเติมได้ช่วยให้ดื่มน้ำบ่อยขึ้น และลดค่าใช้จ่ายระหว่างวัน แนะนำให้เลือกขวดน้ำที่น้ำหนักเบา พกง่าย และปิดสนิท เพราะวันหนึ่งอาจต้องเดินหลายชั่วโมง2. หมวกหรือร่มกันแดดแดดในยุโรปช่วงฤดูร้อนแรงมาก โดยเฉพาะเวลาต้องเดินชมเมืองเก่า จัตุรัส ปราสาท โบสถ์ หรือสถานที่กลางแจ้ง หมวกปีกกว้างหรือร่มกันแดดจะช่วยลดความร้อนสะสมได้ดีสำหรับคนที่ถ่ายรูปบ่อย ควรเลือกหมวกที่ใส่สบาย ไม่รัดศีรษะ และเข้ากับเสื้อผ้าหลายชุด3. ครีมกันแดด SPF สูงแม้บางวันอากาศอาจไม่ชื้นเหมือนไทย แต่แดดแรงมาก ควรใช้ครีมกันแดด SPF 50+ และทาซ้ำระหว่างวัน โดยเฉพาะถ้าเดินกลางแจ้งนานจุดที่หลายคนลืมทาคือ หลังคอ ใบหู หลังมือ และหน้าแขน4. เสื้อผ้าที่ระบายอากาศดีเสื้อผ้าที่เหมาะกับยุโรปหน้าร้อนควรเป็นผ้าที่เบา ระบายอากาศดี และไม่หนาเกินไป เช่น ผ้าลินิน ผ้าคอตตอน หรือผ้าแห้งไวควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่รัดแน่นหรือหนามาก เพราะจะทำให้เดินเที่ยวไม่สบาย โดยเฉพาะวันที่ต้องเดินขึ้นลงบันไดหรือเดินบนถนนหิน5. เสื้อคลุมบาง ๆแม้กลางวันจะร้อน แต่บางเมืองช่วงเช้าหรือกลางคืนอาจเย็นลง โดยเฉพาะเมืองบนภูเขา เมืองริมทะเลสาบ หรือประเทศแถบสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี และยุโรปเหนือเสื้อคลุมบาง ๆ จึงยังจำเป็น โดยเฉพาะคนที่ขี้หนาวหรือต้องนั่งรถนาน6. รองเท้าที่เดินสบายจริง ๆยุโรปเป็นทริปที่เดินเยอะมาก บางวันอาจเดินเกิน 10,000–15,000 ก้าว โดยไม่รู้ตัว รองเท้าจึงสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิดควรเลือกรองเท้าที่เคยใส่เดินแล้ว ไม่กัด ไม่ลื่น และรองรับเท้าได้ดี ไม่แนะนำให้ใส่รองเท้าใหม่เอี่ยมไปเดินทริปยาวทันที7. พัดลมพกพาหรือผ้าเย็นของเล็ก ๆ อย่างพัดลมพกพา ผ้าเย็น หรือ cooling towel ช่วยได้มากในวันที่ต้องต่อคิวกลางแดด หรือเดินชมสถานที่กลางแจ้งนาน ๆโดยเฉพาะถ้าเดินทางกับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือคนที่ไม่ค่อยทนร้อน ควรเตรียมไว้ติดกระเป๋า8. ยาประจำตัวและเกลือแร่ควรพกยาประจำตัวให้เพียงพอตลอดทริป และแยกใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง ไม่ควรโหลดทั้งหมดใต้เครื่องนอกจากนี้ เกลือแร่แบบซองเล็ก ๆ หรือเม็ดฟู่ก็มีประโยชน์ในวันที่เสียเหงื่อเยอะ เดินนาน หรือรู้สึกอ่อนเพลีย9. แว่นกันแดดแว่นกันแดดช่วยลดอาการแสบตาและปวดตาจากแดดแรง โดยเฉพาะเวลานั่งรถ เดินกลางเมือง หรือเที่ยวพื้นที่เปิดโล่งควรเลือกแว่นที่กัน UV ได้จริง ไม่ใช่แค่เลนส์สีเข้มอย่างเดียว10. กระเป๋าเล็กสำหรับของจำเป็นระหว่างวันควรมีกระเป๋าเล็กที่หยิบของง่าย ใส่พาสปอร์ต เงินสด บัตรเครดิต โทรศัพท์ ทิชชู่เปียก ยาเล็กน้อย และขวดน้ำได้ในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ควรระวังมิจฉาชีพและล้วงกระเป๋าเป็นพิเศษ จึงควรเลือกกระเป๋าที่ปิดสนิทและสะพายไว้ด้านหน้าได้เที่ยวยุโรปหน้าร้อนควรออกจากโรงแรมกี่โมง?ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินเที่ยวกลางแจ้งคือช่วงเช้าและช่วงเย็นช่วงที่แนะนำ08.00–11.00 น. เหมาะกับถ่ายรูป เดินชมเมือง และเข้าชมสถานที่ยอดนิยมหลัง 17.00 น. เหมาะกับเดินเล่น ย่านช้อปปิ้ง ร้านอาหาร หรือจัตุรัสกลางเมืองช่วงที่ควรเลี่ยงถ้าอากาศร้อนจัด12.00–16.00 น. โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่มีร่มเงาหากโปรแกรมมีวันอิสระ ควรวางแผนให้ช่วงกลางวันเป็นกิจกรรมในร่ม เช่น พิพิธภัณฑ์ คาเฟ่ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า หรือเดินทางระหว่างเมืองถ้าไปยุโรปกับผู้สูงอายุ ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?ถ้ามีผู้สูงอายุร่วมทริป ควรวางแผนให้มีเวลาพักระหว่างวัน ไม่จัดโปรแกรมแน่นเกินไป และเลี่ยงการเดินกลางแดดนาน ๆสิ่งที่ควรคำนึงถึง ได้แก่โรงแรมควรอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกไม่ควรเปลี่ยนโรงแรมทุกคืนถ้าไม่จำเป็นควรมีเวลาพักช่วงบ่ายเลือกร้านอาหารที่นั่งสบาย ไม่ต้องยืนนานเช็กระยะเดินจากจุดจอดรถถึงสถานที่จริงเตรียมน้ำ ยา และของใช้จำเป็นไว้ใกล้ตัวทริปยุโรปสำหรับผู้สูงอายุทำได้ แต่ควรเลือกเส้นทางและจังหวะการเดินทางให้เหมาะสม ไม่ใช่ดูแค่ชื่อเมืองหรือจำนวนประเทศที่ไปเยอะที่สุดเที่ยวเองกับไปกับบริษัททัวร์ ต่างกันอย่างไรในช่วงอากาศร้อน?ถ้าเที่ยวเอง จะมีอิสระสูง เลือกเปลี่ยนแผนได้ง่าย แต่ต้องจัดการทุกอย่างเอง เช่น เส้นทางเดินทาง เวลาเปิด-ปิดสถานที่ การจองตั๋ว การเดินจากสถานี และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าถ้าเดินทางกับบริษัททัวร์หรือจัดเป็นกรุ๊ปส่วนตัว จะช่วยลดภาระเรื่องการวางแผน โดยเฉพาะทริปที่มีหลายเมือง หลายประเทศ ผู้สูงอายุ หรือสมาชิกหลายคนที่ต้องการความสะดวกใกล้เคียงกันสำหรับฤดูร้อน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่แค่ “ไปกี่เมือง” แต่ควรดูว่าโปรแกรมมีเวลาพักพอไหม เดินหนักเกินไปหรือไม่ และช่วงเวลาของแต่ละสถานที่เหมาะกับสภาพอากาศหรือเปล่าสรุป: ยุโรปหน้าร้อนเที่ยวยังไงให้สนุกและไม่เหนื่อยเกินไปยุโรปหน้าร้อนยังเป็นช่วงที่สวยและน่าเที่ยวมาก แต่ควรเตรียมตัวให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นกว่าที่หลายคนคาดไว้หัวใจสำคัญคือเริ่มเที่ยวเช้าเลี่ยงแดดแรงช่วงกลางวันดื่มน้ำบ่อยใส่รองเท้าที่เดินสบายพกอุปกรณ์กันแดดไม่จัดโปรแกรมแน่นเกินไปเผื่อเวลาพัก โดยเฉพาะถ้าเดินทางกับผู้สูงอายุหรือเด็กการเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้ทริปยุโรปไม่ใช่แค่ “ไปให้ครบ” แต่เป็นทริปที่เดินทางสบายขึ้น มีเวลาซึมซับบรรยากาศ และกลับมาพร้อมความประทับใจที่ดี

ข้อมูลประเภทบทความ

ข้อมูลท่องเที่ยวต่างประเทศ